สมุนไพรไทย

All posts in the สมุนไพรไทย category

เตย

Published พฤศจิกายน 19, 2011 by seettteem201

เตย

ชื่ออื่น ๆ : เตยหอม, หวานข้าวไหม้, ปาแม๊ะออริง, พังลั้ง

ชื่อสามัญ : -

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Pandanus odorus Ridl.

วงศ์ : PANDANACEAE

ลักษณะทั่วไป :

ต้น : เป็นพรรณไม้จำพวกหญ้า แตกแยกกอเป็นกอใหญ่เกิดจากหัวหรือเหง้าที่อยู่ใต้ดิน และมีลำต้นอยู่ใต้ดิน ส่วนที่โผล่ขึ้นมาอยู่เหนือดินนั้นเป็นเพียงก้านและใบ ซึ่งสูงประมาณ 2 ฟุตได้

ใบ : ลักษณะของใบนั้นคล้ายกับใบสับปะรด สีเขียวเป็นมันและมีกลิ่นหอมคล้ายดอกขจร ใบยาวประมาณ 8-10 นิ้ว ปลายใบเรียวแหลม ขอบใบเรียบ ภายในใบจะมีสารสีเขียวซึ่งนำมาผสมอาหารได้อย่างปลอดภัย

การขยายพันธุ์ : เป็นพรรณไม้ที่ชอบขึ้นในที่แฉะ ขยายพันธุ์ด้วยการแยกต้น

ส่วนที่ใช้ : ใบ ต้น ราก

สรรพคุณ :

ใบ มีรสเย็นสบาย เป็นยาช่วยบำรุงหัวใจให้ชุ่มชื่น ใช้ผสมอาหารหรือขนมให้น่ารับประทาน (สีเขียว) และมีกลิ่นหอม ต้น และราก ใช้เป็นยาแก้กษัยน้ำเบาพิการ หรือเป็นยาขับปัสสาวะ และถ้านำมาต้มกับเนื้อไม้สัก หรือใบไม้สักแล้วกินน้ำมัน จะช่วยแก้โรคเบาหวาน

อื่น ๆ : นอกจากใบเตยจะให้สีที่น่ารับประทานแล้ว ยังมีน้ำมันหอมระเหย ซึ่งมีกลิ่นหอมน่ารับประทาน เรียกว่า Fragrant Screw Pine ทำให้อาหารที่ใส่น้ำใบเตยมีรสหอมเย็นชื่นใจ

หมายเหตุ :

พจนานุกรม สมุนไพรไทย ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม

ตำลึง

Published พฤศจิกายน 19, 2011 by seettteem201

ตำลึง

ชื่ออื่น ๆ : ผักแคบ, สี่บาท

ชื่อสามัญ : Ivy Gourd

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Coccinia indica Wight & Arn

วงศ์ : CUCURBITACEAE

ลักษณะทั่วไป :

ต้น : เป็นพรรณไม้เถาเลื้อยที่มีมือจับ เพื่อเอาไว้เกาะยึดหลักหรือต้นไม้อื่น ๆ ลำเถาสีเขียว

ใบ : ออกใบเดี่ยว สลับกันไปตามลำเถา ลักษณะของใบจะเป็นรูปสามเหลี่ยม มีสีเขียว

ดอก : เป็นไม้ที่ไม่สมบูรณ์เพศ คือ ดอกเพศผู้และเมียจะอยู่คนละต้นกัน ซึ่งสังเกตได้จากใบ

ถ้าใบจักมากก็เป็นเพศผู้ แต่ดอกสีขาวทรงกระบอกหัวแฉกเหมือนกัน

ผล : มีรูปร่างคล้ายแตงกวา แต่มีขนาดเล็กกว่า ผลที่อ่อนมีสีเขียว และมีลายสีขาว พอสุกจะกลายเป็นสีแดงสด เนื้อก็สีแดงรับประทานได้

การขยายพันธุ์ : เป็นไม้กลางแจ้ง ที่ขึ้นอยู่ตามรกร้างทั่วไป ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด

ส่วนที่ใช้ : ใบ ราก และเถา

สรรพคุณ :

ใบ ถ้านำใบสดมาจะถอนพิษหมามุ้ย แก้เจ็บตา ตาฝ้า ตาแดง ตาแฉะ ใช้เป็นยาเย็นดับพิษร้อนก็ได้

ราก ของตำลึงนี้มีรสเย็น ทำเป็นยารักษาแก้ดวงตาที่ขึ้นเป็นฝ้า และดับพิษต่าง ๆ

เถา น้ำที่คั้นได้จากเถาเรานำมาเป็นยารักษาโรคตาเจ็บได้ หรือตาแดงก็ได้

ทั้งต้น (เถา ราก ใบ) นำมาเป็นยาใช้รักษาแก้โรคผิวหนัง โรคเบาหวาน แก้หลอดลมอักเสบ และลดระดับน้ำตาลในเลือด

ข้อมูลทางเภสัชวิทยา :

น้ำคั้นจากใบจะมีสารพวกแอลกอฮอล์ ซึ่งไม่มีฤทธิ์ในการลดน้ำตาลในเลือดในสัตว์ทดลอง ฉะนั้นจึงไม่มีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา ไม่ว่าจะเป็นฤทธิ์ต่อการไหลเวียนของเลือด หรือฤทธิ์ต่อการหายใจ

สารเคมีที่พบ : ภายในใบตำลึง เมื่อนำมาคั้นน้ำจะประกอบด้วยน้ำย่อยอะมีเลส (Amylase) ซึ่งมีคุณสมบัติในการย่อยแป้งได้

หมายเหตุ :

พจนานุกรม สมุนไพรไทย ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม

ชิงช้าชาลี

Published พฤศจิกายน 19, 2011 by seettteem201

ชิงช้าชาลี

ชื่ออื่น ๆ : บรเพ็ชร, ชิงช้าชาลี, ชิงชาลี (ไทยภาคกลาง), จุ่งจะริงตัวพ่อ (ภาคเหนือ), จุ่งจะลิงตัวแม่ (พายัพ), ตะซีคี

ชื่อสามัญ : -

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Tinospora tomentosa, Miess

วงศ์ : MENISPERMACEAE

ลักษณะทั่วไป :

ต้น : เป็นพรรณไม้เถา ชอบเลื้อยพาดพันตามต้นไม้ใหญ่ ตามร้านเถานั้นจะมีลักษณะกลมและเกลี้ยง

ใบ : ใบจะกลมโตและมีขนาดเดียวกับใบบอระเพ็ด และใบกระทุงหมาบ้า

ดอก : จะเป็นช่อเล็ก ๆ สีเหลือง สวยน่าดูมาก

ส่วนที่ใช้ : ต้น ใบ ดอก ใช้เป็นยา

สรรพคุณ :

ต้น จะมีรสขม ใช้รักษาพิษฝีดาษ เป็นยาบำรุงกำลัง บำรุงธาตุ บรรเทาอาการกระหายน้ำ ทำให้เจริญอาหาร รักษาไข้เหนือ รักษาฝีกาฬ อันบังเกิดเพื่อฝีดาษ

ใบ รักษาโรคมะเร็ง และใช้ฆ่าพยาธิ

ดอก ขับพยาธิในท้อง ในหู ในฟัน

อื่น ๆ : ใบสดใช้ตำพอกฝีทำให้เย็นรักษาอาการปวด ใช้ถอนพิษและบำรุงน้ำดี ใช้ดับพิษทั้งปวง

หมายเหตุ : บรเพ็ชร์, ชิงช้าชาลี (ไทย); จุ่งจะลิงตัวแม่ (พายัพ) ; ตะคี. In Siam. Plant Names,

1948, p. 473., The Asiatic species such as T.cordifolia Miers., T. tuberculata Beumee, and T. rumphii Boerl used likewise for fever, curry a glucosed, with little or no alkaloid ; to the glucoside is due whatever good they do. Burkill, II, 1935, p.2163

พจนานุกรม สมุนไพรไทย ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม

ชุมเห็ดเทศ

Published พฤศจิกายน 19, 2011 by seettteem201

ชุมเห็ดเทศ

ชุมเห็ดเทศ

ชื่ออื่น ๆ : หมากกะลิงเทศ, ลับมืนหลาว, ขี้คาก (ภาคเหนือ), ชุมเห็ดใหญ่, ชุมเห็ดเทศ (ไทยภาคกลาง), ส้มเห็ด (เชียงราย), ตะสีพอ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน), จุมเห็ด(มหาสารคาม), ตุ๊ยเฮียะเต่า, ฮุยวิจวบักทง (จีน)

ชื่อสามัญ : Ringworm Bush, Candelabra Bush,Seven Golden Candle-stick.

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cassia alata Linn.

วงศ์ : CAESALPINIACEAE

ลักษณะทั่วไป :

ต้น : เป็นพรรณไม้พุ่มขนาดกลาง ลำต้นมีความสูง 2-3 เมตร ก้านใบนั้นยาวในก้านหนึ่งนั้น

จะมีใบแตกออกเป็น 2 ทาง มีลักษณะคล้ายใบมะยม แต่จะโตและยาวกว่าประมาณ 10-12 ซม. และกว้างประมาณ 3-6 ซม.

ใบ : เป็นใบประกอบขนนก มีความยาวประมาณ 30-60 ซม. ใบย่อยจะเรียงกันเป็นคู่ ๆ 8-20 คู่ ลักษณะใบย่อยนั้นจะรูปขอบขนานแกมรูปรี โคนใบจะมน ตรงปลายใบของมันมนหรือเว้าเล็กน้อย ฐานใบนั้นจะมนและไม่เท่ากันทั้ง 2 ข้าง ขอบใบเรียบเป็นสีแดง ใบจะมีความกว้างประมาณ
5-7 ซม. และยาวประมาณ 5-15 ซม. ก้านใบย่อยสั้นมาก

ดอก : จะออกเป็นช่อใหญ่ ตามง่ามใบใกล้ปลายกิ่ง มีความยาวประมาณ 20-50 ซม. ดอกจะเป็นสีเหลือง ดอกตูมนั้นคล้ายดอกข่า และเมื่อดอกบานจะเป็นสีเหลืองเข้ม กลีบรองกลีบดอกจะมีอยู่ 5 กลีบ เป็นรูปขอบขนาน สีเขียวตรงปลายของมันจะแหลม ส่วนก้านดอกนั้นจะสั้นและมีลายเส้นเห็นได้ชัด

เกสร : เกสรตัวผู้จะมีอยู่ประมาณ 9-10 อัน แต่มีความยาวไม่เท่ากัน อับเรณูเมื่อแก่จะมีรูเปิดที่ยอด ส่วนเกสรตัวเมียนั้นมีอยู่ 1 อัน ผิวเกลี้ยง

เมล็ด (ผล) : ผลนั้นจะออกเป็นฝัก แต่ไม่มีขน ฝักเป็นรูปบรรทัด หนามีความกว้างประมาณ 1.5-2 ซม. และยาวประมาณ 10-15 ซม. จะมีปีกอยู่ 4 ปีก มีความกว้างประมาณ 5 มม. ตามความยาวของฝัก ฝักที่แก่จะเป็นสีดดำและแตกตามความยาว แนวปีกอันหนึ่ง ในฝักหนึ่งจะมีเมล็ดอยู่ประมาณ 50-60 เม็ด เมล็ดนั้นจะแบนลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยม มีความกว้างประมาณ 5-8 มม. และยาวประมาณ 7-10 มม. ผิวนอกนั้น จะขรุขระเป็นสีดำ

การขยายพันธุ์ : โดยการเพาะเมล็ด

ส่วนที่ใช้ : ทั้งต้น ต้น ใบ ดอก ฝัก เมล็ด และรากใช้เป็นยา

สรรพคุณ :

ทั้งต้น ใช้ขับพยาธิในลำไส้ ถ่ายพิษตานทรง รักษาซาง โรคผิวหนัง ถ่ายเสมหะรักษา ฟกบวม รักษาริดสีดวง ดีซ่าน และฝี

ต้น ใช้เป็นยารักษาคุดทะราด และกลางเกลื้อน รักษากษัยเส้น ขับพยาธิ และขับปัสสาวะ รักษาท้องผูก และทำให้หัวใจเป็นปรกติ

ใบ จะมีกลิ่นฉุน ต้มน้ำกินเป็นยาระบาย อมบ้วนปากและใช้เป็นยาฆ่าพยาธิตามผิว หนัง รักษากลากเกลื้อน ผิวหนังอักเสบเป็นผื่นคัน เส้นประสาทอักเสบ รักษากษัยเส้น
ขับปัสสาวะ และรักษากระเพาะอาหารอักเสบ

ดอก ใช้ 1 ช่อ ต้มน้ำกินเป็นยาระบาย ทำให้ผิวหนังดีมีสี มีใย ฝัก ใช้ผสมกับยารักษากลาก และเป็นยาขับพยาธิ

เมล็ด ใช้รักษาอาการท้องผูก รักษาโรคผิวหนัง ขับพยาธิ

ราก ใช้ผสมยาบำรุงธาตุ ปัสสาวะเหลือง โรคตาเหลือง ใช้ต้มกินเป็นยารักษาตกมูกเลือด ทำให้เจริญอาหาร และมีคุณสมบัติเป็นยารักษาหิดและสิว โรคผิวหนัง กลากเกลื้อน ฆ่าพยาธิตามผิวหนัง เป็นยาระบายท้อง รักษาท้องผูก ถ่ายเสมหะ รักษากษัยเส้นและขับปัสสาวะ ทำให้หัวใจเป็นปกติ

อื่น ๆ : พรรณไม้นี้เป็นพรรณไม้ที่ไม่ต้องการการเอาใจใส่เลย ปลูกแล้วปล่อยทิ้งไว้ให้โตขึ้นเอง

ถิ่นที่อยู่ : เป็นพรรณไม้ที่พบขึ้นทั่วไปในประเทศไทย ทั้งบนและที่ราบหรือบนเขาสูงถึง 1,500 ม. ชอบขึ้นตามที่ชุ่มชื่น ไม่ชอบที่ร่ม ขึ้นได้ในดินทุกชนิด

ข้อมูลทางคลีนิคและ

เภสัชวิทยา :

1. สารสกัดจากใบและฝักจะมี anthraqninone glycosides ซึ่งมีฤทธิ์ทำให้ถ่ายและมี

ฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรค

2. สารสกัดจากใบ มีฤทธิ์ในการยับยั้งการเจริญของเนื้องอก (sarcoma) ในหนูเล็ก โดยการฉีดเข้าที่ขา
ก็จะมีอาการระคายเคืองที่บริเวณที่ฉีด

3. สารสกัดจากใบมีฤทธิ์ใช้กระตุ้นกล้ามเนื้อเรียบในลำไส้ หลอดลม หลอดเลือด กระเพาะอาหาร กระเพาะปัสสาวะ และมดลูก ทำให้มีการบีบตัวแรงขึ้น แต่ทำให้หลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจขยายตัว

4. สารสกัด Glycoside จากใบมีฤทธิ์ใช้กระตุ้นกล้ามเนื้อหัวใจ ทำให้การหดตัวแรงขึ้น แต่ไม่เปลี่ยนอัตราการเต้น ถ้าหัวใจเต้นช้ามาก ๆ จะเกิดอาการหัวใจหยุดเต้นในท่าบีบตัว (Systolic Arrest)

5. มีฤทธิ์ระคายเคืองต่อกระเพาะอาหารเล็กน้อย

6. ไม่มีฤทธิ์ต่อกล้ามเนื้อลาย

7. กดการทำงานของประสาทส่วนกลาง

8. ใช้กระตุ้นการหลั่งปัสสาวะ

9. สามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ที่สามารถทำให้เกิดโรคในพืชคือ Agrobacterium tumefacines

10. น้ำมันที่สกัดจากใบ มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย

11. สารสกัดของใบ ด้วยแอลกอฮอล์ประมาณ 95% สามารถฆ่าเชื้อ Bacillus subtilis, Serratia marcescens, Staphylococcus aureus

12. สารสกัดจากน้ำของใบชุมเห็ดเทศ จะมีความเข้มข้นประมาณ 5% และสามารถฆ่าเชื้อ Trichophyton mentagrophytes ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคกลาก

ตำรับยา :

ใช้ใบตำพอก เพื่อเร่งให้หัวฝีออกเร็วขึ้น หรือจะใช้ใบผสมกับน้ำปูนใสหรือเกลือหรือน้ำมันตำพอก รักษากลาก แมลงสัตว์กัดต่อย โรคผิวหนัง นอกจากนี้ยังใช้ใบตำพอกหรือคั้นเอาน้ำผสมน้ำปูนใสทาหรือผสมวาสลิน ใช้ทำเป็นยาขี้ผึ้งทา

หมายเหตุ : -

พจนานุกรม สมุนไพรไทย ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม

จำปา

Published พฤศจิกายน 19, 2011 by seettteem201

จำปา

จำปา

ชื่ออื่น ๆ : จัมปา (ทั่วไป) , จำปากอ ( มะละยู )

ชื่อสามัญ : Champak

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Michelia champaca Linn.

วงศ์ : MAGNOLIACEAE

ลักษณะทั่วไป

ต้น : เป็นพรรณไม้ยืนต้นขนาดกลาง จะออกเป็นต้นเดี่ยว ๆ แตกกิ่งก้านสาขาที่เรือนยอดของต้น

ใบ : เป็นไม้ใบเดี่ยว มีสีเขียว ลักษณะของใบเป็นรูปไข่ ปลายใบแหลม โคนใบสอบ ขอบใบเป็นคลื่นเล็กน้อย ซึ่งลักษณะของใบนั้นจะคล้ายกับใบของต้นจำปี แต่จำปามีขนาดที่ใหญ่กว่า ใบจะกว้างประมาณ 2.5 นิ้วยาว 5-8 นิ้ว

ดอก : ออกดอกเดี่ยว อยู่ตามง่ามใบตรงส่วนยอดของกิ่ง ดอกนี้จะมีทั้งสีเหลืองอ่อน และสีเหลืองเข้มซึ่งสีเหลืองเข้มนี้เราจะเรียกว่าจำปาทอง กลีบของดอกจะยาวประมาณ1.5-2 นิ้ว ดอกจะ ไม่บานกว้างจะบานแย้มน้อย ๆ เท่านั้น ภายในดอกนี้เกสรแข็ง ๆ สีเขียว กลิ่นดอกหอมมาก

การขยายพันธุ์ : เป็นพรรณไม้กลางแจ้งชอบแสงแดด และชอบความชื้นขยายพันธุ์ด้วยวิธีการตอนกิ่ง

ส่วนที่ใช้ : ดอก เปลือก ราก ใบ และยาง

สรรพคุณ : ดอก ช่วยบำรุงหัวใจ แก้ธาตุที่ไม่ปกติ ช่วยบำรุงธาตุ ระงับอาการเกร็ง และช่วยขับปัสสาวะ

เปลือก เป็นยาแก้ไข้ผิดสำแดง เสมหะในลำคอ แก้ไข้และขับปัสสาวะ แก้กุดฐัง

ราก นำมาทำเป็นยาถ่ายพยาธิได้ และช่วยขับประจำเดือนด้วย

ใบ นำใบมาตำแล้วคั้นเอาน้ำ ใช้แก้โรคอภิญญาน และโรคลำไส้ใหญ่อักเสบ

ยาง กรีดยางนำมาทำเป็นยาแก้โรคริดสีดวงพลวก

หมายเหตุ : ” จำปา , จัมปา (ทั่วไป ) ; จำปากอ ( มลายู ) ” in Siam Plant Names, 1948 p. 329, Michelia Champaca Vanpruk, 1923,p.80 “จำปา ” ; p. 81 “จำปี ” ,M . champaca กลิ่น สุวตะพันธุ์ , อักขรานุกรมภูมิศาสตร์ไทย , 1, 2506 , น. 99 ” จำปาไม้ต้น ดอกสีเหลืองส้ม บานเวลาเช้า มีกลิ่นหอม” , ” จำปา นี้เป็นพรรณไม้ของอินเดียและพม่า แต่เฉพาะจำปานั้นในป่าบนดอยสุเทพ ก็มีอยู่ แต่ก็อาจหลุดไปจากที่ปลูกก็เป็นได้” วินิจ, ไม้ประดับที่เป็นของไทย, 2483 , น .6

พจนานุกรม สมุนไพรไทย ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม

จำปี

Published พฤศจิกายน 19, 2011 by seettteem201

จำปี


ชื่ออื่น ๆ

: ป๋ายหลานฮัว (จีนกลาง) , แปะหลั่งฮวย (แต้จิ๋ว)

ชื่อสามัญ : White Champaka

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Michelia alba DC. ( M.longifolia Bl. )

วงศ์ : MAGNOLIACEAE

ลักษณะทั่วไป

ต้น : เป็นพรรณไม้ยืนต้นขนาดกลาง แตกกิ่งก้านสาขาเป็นทรงพุ่มซึ่งกิ่งก้านนี้จะเปราะและหักง่าย ลำต้นจะสูงถึง 20 เมตร

ใบ : ออกใบเดี่ยว สลับกันไปตามข้อต้น ลักษณะของใบเป็นรูปไข่ปลายใบแหลม โคนใบสอบ ขอบ ใบเป็นคลื่นเล็กน้อย พื้นใบเป็นสีเขียวกว้างประมาณ 2-3.5 นิ้วยาว 5-8 นิ้วลักษณะของใบจำปีนี้ จะคล้ายกับใบจำปาผิดกันตรงที่จำปีมีใบเล็กกว่า ก้านใบยาว 0.5 นิ้วหรือกว่านี้เล็กน้อย

ดอก : ออกดอกเดี่ยว อยู่ตามง่ามใบส่วนยอดของต้น ลักษณะดอกคล้ายกับดอกจำปา แต่จำปีนี้มีสีเหลือง อมขาวนวล ๆ สีเหลืองอร่ามเหมือนจำปา กลีบดอกแข็งยาวประมาณ 1.5-2 นิ้วดอกหนึ่งมีกลีบ ซ้อนกัน 8-10 กลีบภายในดอกมีเกสรเป็นแท่งกลมเล็ก คล้ายฝักข้าวโพดเล็ก ๆ

การขยายพันธุ์ : เป็นไม้กลางแจ้งชอบแสงแดด เจริญได้ดีในดินที่ร่วนซุยและขยายพันธุ์ด้วยการตอนกิ่ง

ส่วนที่ใช้ : ใบ

สรรพคุณ : ใบ นำมาทำเป็นยาขับระดูขาว แก้หลอดลมอักเสบเรื้อรังระงับไอ ต่อมลูกหมากอักเสบ

ถิ่นที่อยู่ : เป็นพรรณไม้ของประเทศชวา

ตับรับยา : นำใบที่ตามแห้งแล้ว หรือผิงไฟให้แห้งประมาณ 10-15 กรัม มาต้มกับน้ำรับประทานแก้ไอ และแก้หลอดลมอักเสบ

ข้อมูลทางคลีนิค : น้ำที่สกัดได้จากใบจำปีนั้น จะมีฤทธิ์เพียงระงับไอ หอบ ได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น จะให้หายขาดเลยมีน้อยมาก แต่ถ้าให้ดีควรทั้งดื่มน้ำ และกินยาเม็ดหรือฉีดยาควบคู่ไปด้วยจะทำให้ได้ ผลมากกว่า และถ้าเกิดเป็นโรคหลอดลมอักเสบเรื้อรังใช้ใบสด 600 กรัมกับน้ำ 1.2 ลิตร กลั่นจนได้น้ำยา 150 กรัมก็ประมาณ 2 ครั้งได้ เสร็จแล้วนำไปให้ผู้ป่วยกินเป็นเวลา 10 วัน ๆ ละ 3 ครั้งๆ หนึ่งประมาณ 20 มล.ซึ่งอาจจะกินแต่น้ำยา หรือกินไปพร้อมกับยาเม็ด และยาฉีดก็ได้ แต่สองอย่างหลังนี้จะได้ผลมากกว่า

ข้อมูลทางเภสัช : ทดสอบได้โดยการนำน้ำยาที่กลั่นได้นั้นคือเท่ากับ 150 กรัมไปฉีดในสัตว์ เพื่อระงับอาการวิทยา ไอและขับเสมหะก็ได้ผล แต่สำหรับอาการหอบนั้นจะระงับได้น้อยมาก ซึ่งใบสดที่เราสกัด ได้นั้นมีน้ำมันหอบระเหยอยู่ 0.7% จะประกอบด้วย phenylethyl alcohol, linalool, methyleuge nol อัลคาลอยด์และสารพวก phenol.

หมายเหตุ : Michelia longifolia Blume in Siam Plant Names, 1948,p.329 ” จำปี (ไทย )”, M.alba กลิ่น สุวะตะพันธุ์ , อักขรานุกรมภูมิศาสตร์ไทย , 1 , 2506, น. 99 จำปี-ไม้ต้น , ดอกสีขาว, บ้านเวลาค่ำ , มีกลิ่นหอม ” , ส่วนจำปี ( M.longifolia ) ที่นิยมปลูกกันทั่วไปในกรุเทพฯ และหัววเมืองนั้น เป็นไม้ต่างประเทศ คือเป็นของประเทศชวา ” วินิจ , ไม้ประดับที่เป็นของไทย , 2483,น.6

พจนานุกรม สมุนไพรไทย ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม

ทองกวาว

Published พฤศจิกายน 19, 2011 by seettteem201

ทองกวาว

ทองกวาว

ชื่ออื่น ๆ : จอมทอง (ภาคเหนือ), ทองกวาวต้น (ภาคกลาง), กวาวก้าว (พายัพ) ทองพรมชาติ, ทองธรรมชาติ, จาน(ภาคอีสาน), ทองต้น (ราชบุรี), จ้า (เขมร)

ชื่อสามัญ : Flame of the forest.

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Butea monosperma O. Ktze.

วงศ์ : LEGUMINOSAE

ลักษณะทั่วไป :

ต้น : เป็นพรรณไม้ยืนต้น ที่มีทั้งขนาดกลางจนถึงขนาดใหญ่ มีความสูงประมาณ 6-12 เมตร

ลักษณะของเปลือกลำต้นเป็นปมเป็นปุ่ม ไม่เรียบเกลี้ยง ผิวมีสีน้ำตาลหม่น ๆ

ใบ : ใบเป็นสีเขียว พื้นผิวใบเกลี้ยงเป็นมัน ใบออกเป็นก้านยาว ก้านหนึ่งมี ใบย่อยอยู่ 3 ใบ ใบมีลักษณะเป็นรูปค่อนข้างกลม ใบกว้างราว 2.5-9 นิ้ว ยาวราว3.4-10.5 นิ้วลักษณะคล้ายกับใบทองหลางใบมน

ดอก : ดอกออกเป็นช่อ รูปลักษณะของดอกคล้ายกับดอกทองหลาง ดอกเป็นสีแดง ขนาดใหญ่

ผล : ผลมีลักษณะเป็นฝักแข็ง เปลือกนอกมีสีเป็นสีน้ำตาลอ่อนภายในฝักมีเมล็ด ขนาดเล็ก เป็นสีน้ำตาลแก่

การขยายพันธุ์ : เป็นพรรณไม้ที่เกิดขึ้นเองตามพื้นที่ลุ่มต่ำ หรือตามป่าราบ

ส่วนที่ใช้ : ใบ ดอก ฝัก เมล็ด ราก

สรรพคุณ :

ใบ ใช้ใบสดนำมาต้มเอาน้ำกิน เป็นยาแก้ปวด ขับพยาธิ ถอนพิษ แก้ท้องขึ้น แก้ริดสีดวงทวาร นำใบสดมาตำให้ละเอียดใช้พอกสิว และฝีเป็นต้น

ดอก ใช้ดอกสดมาต้มเอาน้ำรับประทานเป็นยา แก้ถอนพิษไข้ ช่วยขับปัสสาวะ หรือนำเอาน้ำมาผสมกับยาหยอดตาแก้โรคตามัว หรือเจ็บตา เป็นต้น ฝัก นำมาต้มเอาน้ำดื่ม เป็นยาขับถ่ายพยาธิ

เมล็ด นำเมล็ดมาตำให้ละเอียดแล้วใช้ผสมกับน้ำมะนาว ใช้บริเวณที่เป็นผื่นคัน หรือเป็นแผลอักเสบเนื่องจากเป็นโรคผิวหนัง หรือนำเมล็ดมาต้มใช้น้ำกินเป็นยาถ่ายพยาธิไส้เดือน เป็นต้น

ราก นำรากสดมาต้ม ใช้น้ำรับประทาน เป็นยาแก้โรคประสาททุกชนิด และใช้เป็นยาบำรุงธาตุอีกด้วย

ถิ่นที่อยู่ : ทองกวาว เป็นพรรณไม้ที่มีมากในภาคเหนือ ภาคตะวันออก และภาคอีสาน ของประเทศไทย

หมายเหตุ : พจนานุกรม สมุนไพรไทย ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม

ทองพันชั่ง

Published พฤศจิกายน 19, 2011 by seettteem201

ทองพันชั่ง

ชื่ออื่น ๆ : ทองคันชั่ง, หญ้ามันไก่, ทองพันดุลย์ (ภาคกลาง)

ชื่อสามัญ : -

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Rhinacanthus nasutus (L.)Kurz.

วงศ์ : ACANTHACEAE

ลักษณะทั่วไป :

ต้น : เป็นพรรณไม้ล้มลุก มีลักษณะเป็นพุ่มขนาดเล็ก ส่วนโคนของลำต้นเนื้อเป็นแกนแข็ง ขนาดของลำต้นสูงประมาณ 90-120 ซม.

ใบ : ใบมีลักษณะเป็นรูปค่อนข้างรี ส่วนปลายใบแหลมเรียว ใบมีลักษณะคล้ายกับใบพริก แต่มีขนาดใหญ่กว่าเล็กน้อย ใบมีสีเขียวและจะมีจุดแต้มเป็นสีน้ำตาล

ดอก : ดอกมีสีขาวบริสุทธิ์ เป็น 2 ปาก มีลักษณะคล้ายนกยาง

การขยายพันธุ์ : เป็นพรรณไม้ที่เจริญเติบโตได้ดีในดินทุกประเภท ต้องการน้ำและความชื้นค่อนข้างมาก ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการปักชำกิ่ง

ส่วนที่ใช้ : ใบ ราก

สรรพคุณ :

ใบ ใช้ใบสด หรือคั่วให้แห้ง นำมาชงในน้ำใช้ดื่ม เป็นยาช่วยขับปัสสาวะ หรือใช้เป็นยาระบายได้

ใบและราก มีสารอ๊อกซีเมททิลแอนทราควิโนน(oxymethylanthraquinone) เมื่อนำเอา

ใบ ประมาณ 5-8 ใบ และรากสดประมาณ 2-3 ราก นำมาตำให้ละเอียดแล้วคั้นเอาน้ำออก จากนั้นก็นำมาแช่ด้วยแอลกอฮอล์ หรือในสุรา แล้วใช้ทารักษาผิวหนัง กลากเกลื้อน หรือผื่นคัน เป็นต้น

ถิ่นที่อยู่ : ทองพันชั่ง เป็นพรรณไม้ที่มักพบทั่วไปในประเทศเขตร้อน

หมายเหตุ : พจนานุกรม สมุนไพรไทย ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม

ทับทิม

Published พฤศจิกายน 16, 2011 by seettteem201

ทับทิม

ชื่ออื่น ๆ : มะเก๊าะ (ภาคเหนือ), มะก่องแก้ว พิลาขาว (น่าน), หมากจัง (เงี้ยว-แม่ฮ่องสอน), พิลา (หนองคาย), เจียะลิ้ว (จีน)

ชื่อสามัญ : Punic Apple, Pomegranate, Granades, Granats, Carthaginian Apple

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Punica granatum Linn.

วงศ์ : PUNICACEAE

ลักษณะทั่วไป :
ต้น : เป็นพรรณไม้ยืนต้น หรือพรรณไม้พุ่มขนาดกลาง ลักษณะผิวเปลือกลำต้นเป็นสีเทา ส่วนที่เป็นกิ่งหรือยอดอ่อนจะเป็นเหลี่ยม หรือมีหนามแหลมยาวขึ้น

ใบ : ใบมีลักษณะเป็นรูปยาวรี โคนใบมนแคบ ส่วนปลายใบเรียวแหลมสั้น ผิวหลังใบเกลี้ยงเป็นมัน ใต้ท้องใบจะเห็นเส้นใบได้ชัด ขนาดของใบกว้างประมาณ 1-1.8 ซม. ยาวประมาณ 2.5-6 ซม.

ดอก : ดอกออกเป็นช่อ หรืออาจจะเป็นดอกเดียว ในบริเวณปลายยอด หรือง่ามกิ่ง ลักษณะของดอกมีเป็น สีส้ม สีขาว หรือสีแดง ดอกหนึ่งมีกลีบดอกประมาณ 6 กลีบ ปลายกลีบดอกจะแยกออกจากกัน ตรงกลางดอกมีเกสรตัวเมีย และตัวผู้ซึ่งมีอับเรณูเป็นสีเหลือง ขนาดของดอกบานเต็มที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2-3 ซม.

ผล : ผลมีลักษณะเป็นรูปค่อนข้างกลม ผิวเปลือกนอกหนาเกลี้ยง ผลเมื่อแก่หรือสุกเต็มที่มีสีเหลืองปนแดง และลักษณะของผลจะแตก หรืออ้างออก ข้างในผลก็จะมีเมล็ดเป็นจำนวนมาก เป็นรูปเหลี่ยม มีสีชมพูสด

การขยายพันธุ์ : ทับทิม เป็นพรรณไม้ที่เจริญเติบโตได้ดีในดินปนทรายหรือดินที่มีกรวด มีการขยาย พันธุ์ด้วยการตอนกิ่ง หรือการใช้เมล็ด

ส่วนที่ใช้ : เปลือกลำต้น ใบ ดอก เปลือกผล เมล็ด และเปลือกราก

สรรพคุณ :เปลือกลำต้น ในเปลือกของลำต้นจะมีอัลกาลอยด์ประมาณ 0.35-0.6% และอัลกา

ลอยด์ในเปลือกของลำต้นนี้มีชื่อเรียกว่า Pelletierine และ Isopelletierine ซึ่งใช้เป็นยา ถ่ายพยาธิได้ผลดี

ใบ ใช้ใบสดนำมาต้ม กรองเอาน้ำใช้ล้างแผลเนื่องจากมีหนองเรื้อรังบนหัว หรือใช้ใบสดนำมาตำให้ละเอียดแล้วเอาไปพอกในบริเวณที่เป็นแผลถลอก เนื่องจากหกล้มได้ เป็นต้น

ดอก ใช้ดอกที่แห้งประมาณ 3-6 กรัม นำมาต้มกรองเอาน้ำดื่ม เป็นยาแก้ให้เลือดกำเดา แข็งตัว และแก้หูชั้นในอักเสบ หรือใช้ดอกแห้งนำมาบดให้ละเอียดแล้วใช้ทา หรือโรยบริเวณบาดแผลที่มีเลือดออก เปลือกผล ใช้เปลือกผลที่แห้งแล้วประมาณ 2.5-4.5 กรัม นำมาบดให้ละเอียด หรือนำ มาต้มกินน้ำ ใช้เป็นยาแก้โรคท้องเสีย โรคบิดเรื้อรัง ถ่ายเป็นมูกเลือด ถ่ายพยาธิ ตกขาว ดากออก แผลหิด และกลากเกลื้อนเป็นต้น

เมล็ด ใช้เมล็ดที่แห้งแล้วประมาณ 6-9 กรัม นำมาบดให้ละเอียด หรือทำเป็นยาก้อน กิน เป็นยาแก้โรคปวด จุกแน่น เนื่องจากโรคกระเพาะอาหาร บำรุงกระเพาะอาหาร ทำให้เจริญอาหาร และแก้ท้องร่วง เป็นต้น

เปลือกราก ใช้เปลือกรากที่แห้งแล้ว ประมาณ 6-12 กรัม นำมาต้มน้ำกิน เป็นยาแก้ระดู ขาว ตกเลือด ถ่ายพยาธิ หล่อลื่นลำไส้ แก้ท้องเสีย และโรคบิดเรื้อรัง เป็นต้น

อื่น ๆ : ในประเทศอินเดียทางด้านแถบตะวันตกเฉียงใต้ ได้มีการใช้เปลือกผลทับทิม นำมา ย้อมผ้า ซึ่งใช้ผสมกับครามหรือขมิ้น จะได้สีผ้าที่ย้อมนั้นเป็นสีน้ำตาลอมแดง แต่ถ้าใช้เปลือกผลอย่างเดียวก็จะได้เป็นสีเขียว ผ้าที่ย้อมชนิดนี้เรียกว่า RAKREZI

ข้อห้ามใช้ : 1. เป็นบิด ท้องเสีย หรือท้องผูก ไม่สมควรใช้เปลือกราก เป็นยาแก้

2. การใช้เปลือกรากเป็นยาแก้ ควรจะใช้อย่างระมัดระวังให้มาก เพราะเปลือกรากมี พิษ

ถิ่นที่อยู่ : ทับทิม เป็นพรรณไม้ที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ในทวีปเอเซีย

ตำรับยา :
1. บาดแผลจากเชื้อรา แผลเรื้อรังที่ผิวหนัง ให้ใช้เปลือกรากพอประมาณ นำมาต้มใช้น้ำล้างแผล

2. เป็นบิดเรื้อรัง หรือถ่ายเป็นเลือด ให้ใช้เปลือกผล นำมาผิวไฟให้เกรียม แล้วนำมา บดให้ละเอียด ประมาณ 3-6 กรัม ผสมกับน้ำข้าวกิน หรือมะเขือยาว 1 ลูก แล้วต้มเอาน้ำดื่มกิน

3. เป็นโรคผิวหนังเรื้อรัง ถูกน้ำร้อนลวก และแผลจากไฟไหม้ ใช้คั่วหรือผิงให้เกรียม แล้วบดให้ละเอียด ผสมกับน้ำมันพืชคลุกให้เข้ากันแล้วใช้ทาบริเวณแผล หรือใช้เปลือกผลและสารส้ม ในประมาณเท่า ๆ กัน แล้วนำมาบดให้ละเอียด แล้วใช้ทาบริเวณที่เป็น

4. เท้าที่เป็นแผลเน่าเรื้อรัง ให้ใช้เปลือกผลนำมาต้มเคี่ยวน้ำให้เหลว แล้วปล่อยให้ตก ตะกอน จากนั้นก็ใช้ทาบริเวณแผลที่เป็นทุกวัน

5. แก้เลือดกำเดาไหลไม่หยุด

- ใช้ดอกทับทิมสด โขลก หรือหั่นให้เป็นฝอย แล้วใช้อุดรูจมูก

- ใช้ดอกที่แห้งแล้ว นำมาตำให้ละเอียด ประมาณ 0.3 กรัม ใช้เป่าเข้ารูจมูก

- ใช้ดอกแห้งประมาณ 0.3 กรัม และดอกปอแก้วประมาณ 3 กรัม นำมาบด ผสมกันให้ละเอียด แล้วนำมาต้มหรือใช้ผสมกับน้ำกิน ในประมาณ 3 กรัม ต่อน้ำ 1 แก้ว

6. ขับพยาธิตัวกลม และตัวตืด ให้ใช้เปลือกรากที่แห้งแล้ว ประมาณ 18 หรือ 25 กรัม นำมาตำให้ละเอียดแล้ว ใช้ต้มน้ำกิน หรือรินเอาน้ำต้มใส่ข้าวข้น ๆ กินก่อนอาหาร

7. หญิงที่เป็นระดูขาว หรือตกเลือดมากผิดปกติ ให้ใช้รากที่สด ประมาณ 1 กำมือ นำมาเผาไฟให้เกรียม จากนั้นเอาไปต้ม หรือเคี่ยวกับน้ำให้ข้น ใช้กินครั้งละ 1 แก้ว

8. นิ่วในไต ให้ใช้รากสด และลำต้นกิมจี่เช่า ในปริมาณ 30 กรัม เท่ากัน นำมาต้มใช้ น้ำกิน

9. แผลที่ถูกคมมีด หรือของมีคมทุกชนิด ที่มีเลือดไหลใช้ดอกที่แห้งแล้ว นำมาตำให้ละเอียดแล้วใช้พอกบริเวณที่เป็นแผล

10. หูชั้นกลางอักเสบ ให้ใช้ดอกสดนำมาผิงไฟให้เกรียมบนก้อนอิฐ จากนั้นนำมาบด ให้ละเอียดผสมกับพิมเสนพอประมาณ ใช้เป่าเข้าหู

11. สำหรับเด็กที่ไม่เจริญอาหาร อาเจียนเป็นโลหิต หรือจมูกและฟันไม่ปรกติ ให้ใช้ ดอกสด (แห้ง) นำมาต้มน้ำกิน

ตำรับยา (สัตว์) :
1. ถ่ายพยาธิตัวกลมในสุกร ให้ใช้เปลือกรากและผลเล็บมือนาง ในประมาณ 15 กรัม เท่ากัน และเมล็ดหมากอีก 10 กรัม นำมาต้มน้ำให้กิน

2. ถ่ายพยาธิตัวตืดกับสัตว์เลี้ยง ให้ใช้เปลือกรากนำมาบดให้ละเอียด แล้วดอง หรือ แช่ในน้ำประมาณ 4-5 ชม. จากนั้นน้ำไปต้มให้สัตว์กิน (เปลือกรากผง สัตว์ที่มีอายุมาก
ให้ใช้ในปริมาณ 30-60 กรัม สำหรับสัตว์ที่มีอายุอ่อนหรือปานกลาง ให้ใช้ในปริมาณ 10-12 กรัม)

3. ม้าและวัว ที่อ่อนแอหมดกำลัง ให้ใช้เปลือกของผลที่แห้งแล้วในปริมาณ 30 กรัม นำมาตำให้ละเอียดใช้ละลายน้ำให้กิน

4.ลูกสุกรเป็นโรคบิด ให้ใช้เปลือกผลประมาณ 3 กรัม และเจียวซัวจา ผสมกันแล้ว คั่วให้แห้ง แล้วเติมใบกี๊บักประมาณ 10 กรัม นำมาต้มเอาน้ำให้กิน

5. ห้ามเลือดสำหรับบาดแผลข้างนอก ให้ใช้ดอกที่แห้งแล้วบดให้ละเอียดใช้โรย บริเวณที่เป็นแผล

ข้อมูลทางคลีนิค :
1. บิดอมีบา จากการรักษาผู้ป่วยที่เป็นโรคบิดอมีบา ในจำนวน 40 คน โดยใช้เปลือก ผลเข้มข้นประมาณ 60% ใช้ต้มน้ำกินทุก ๆ หลังอาหารในประมาณครั้งละ 20 มล (ในช่วงที่กินยา ผู้ป่วยอาจมีอาการหูอื้อ หรืออึดอัดกังวลใจบ้าง แต่ต่อมาอาการก็จะหายเอง) ผลปรากฏว่าได้ผลเป็นที่น่าพอใจ

2. ถ่ายพยาธิตัวตืด จากการทดลองกับคนไข้ 9 คน โดยการใช้เปลือกรากแห้ง หลังจากขูดผิวนอกออกแล้วประมาณ 25 กรัม นำไปดองหรือแช่น้ำ (300 มล.) นานประมาณ 24 ชม. จากนั้นก็นำมาต้ม ตั้งไฟอ่อน ๆ จนให้น้ำเหลือประมาณ 100 มล. ใช้ดื่มก่อนที่จะรับประทานอาหารเช้า จากนั้นอีก 4 ชม. ก็ให้กินดีเกลือประมาณ 20-25 กรัม สำหรับขับพยาธิตัวตืดออกมา จากการทดสอบปรากฏว่า
มีผู้ป่วย 5 คน ที่เป็นพยาธิจากหมู 4 คน เป็นพยาธิจากวัว และอีก 1 คนไม่ปรากฏผลอะไรเลย

3. แก้โรคบิดแบคทีเรีย จากการทดสอบกับผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้ ในจำนวน 50 คน โดยการใช้เปลือกผลที่แห้งแล้วต้มให้มีความเข้มข้น 50-6% ให้ผู้ป่วยกิน 3-4 ครั้งต่อวันในประมาณ ครั้งละ 10-20 มล. ผลปรากฏว่ามีผู้ป่วย
จำนวน 49 คน มีอาการดีขึ้น อีก 1 คน มีอาการดีขึ้นภายหลัง

4. อาการอักเสบจากการติดเชื้อ จากการทดสอบคนป่วยที่เป็นไส้ติ่งอักเสบ ลำไส้อักเสบ ท่อน้ำดีอักเสบ ผิวหนังเป็นแผลติดเชื้อ ต่อมน้ำเหลืองอักเสบ และหลอดลมอักเสบ จำนวน 415 คน โดยการใช้เปลือกผล ต้มให้เดือดกรองน้ำนำไประเหยแห้ง แล้วนำไปบดให้ละเอียดเป็นผง นำมาใส่ในแคปซูล ขนาด 250 มก. กินครั้งละ 3 ครั้ง ๆ ละ 1-2 แคปซูล ผลปรากฏว่าผู้ป่วยมีอาการหายขาดเลย 305 คน อาการดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด 57 คน อาการดีขึ้น 36 คน และอีก 17 คน ไม่ได้ผลเลย

ข้อมูลทางเภสัชวิทยา :
1. สารที่ได้จากการสกัดเปลือกราก เปลือกผลและผลด้วยแอลกอฮอล์ จะมีฤทธิ์ใน

การยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อต่าง ๆ หลายประเภท เช่น Pseudomonas aeruginosa, S. schottmuelleri, Shigella paradysenteriae B.H., S. montevideo, Staphylococcus aureus, Escherichia coli และ S. paradysenteriae III-Z เปลือกผลที่มีได้จากการสกัดในความเข้มข้น 10 กรัมต่อลิตร มีฤทธิ์ช่วยในการยับยั้งเชื้อรา Colletotrichum falcatum Went. และ Piricularia oryzae Cav. น้ำที่สกัด หรือคั้นจากรากและใบมีฤทธิ์ช่วยในการยับยั้งเชื้อ Mycobacterium tuberculosis และมีฤทธิ์ใช้ฆ่าเชื้อไวรัสในยาสูบ

2. สารละลาย pelletierine hydrochloride ในน้ำอัตรส่วน 1 : 10,000 มีฤทธิ์สามารถ ฆ่าพยาธิเส้นด้ายได้ดี ภายใน 5-10 นาที แต่ถ้าใช้ในอัตราส่วน 1 : 50,000 มีผลเพียงทำให้พยาธิระคายเคืองเท่านั้น แต่สำหรับในปัจจุบัน ได้ค้นพบว่าตัวที่มีฤทธิ์ในการทำลายพยาธิที่จริงและได้ผลดีคือ
isopelletierine ตัว pelletierine บริสุทธิ์ มีฤทธิ์ในการทำลายพยาธิได้เหมือนกันถ้าจะได้ผลดีต้องอยู่ในรูปอัลคาลอยด์แทนเนท เพราะอัลคาลอยด์แทนเนท ไม่ถูกดูดซึม และลายน้ำได้ยาก

3. จากการทดลองให้หนูตะเภา หรือหนูใหญ่ตัวเมียกินผงที่ละเอียดแล้วของเปลือก ผล ปรากฏว่าผลของการตั้งท้องน้อยกว่าพวกที่ไม่ได้กิน ทดลองกับกระต่ายจากการใช้เปลือกรากสกัดเอาน้ำ ทำให้เลือดของกระต่ายแข็งตัวได้เร็วขึ้นกว่าปรกติ

หมายเหตุ : พจนานุกรม สมุนไพรไทย ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม


ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.