สมุนไพรไทย

All posts in the สมุนไพรไทย category

รักษาโรค ด้วย สมุนไพรไทย

Published มกราคม 7, 2012 by seettteem201

รูปแบบการใช้สมุนไพรแบบดั้งเดิมในการรักษาโรค ถือเป็นขุมทรัพย์อันล้ำค่า
และเป็นภูมิปัญญาของชาวบ้านที่เกิดจากประสบการณ์ที่สั่งสมและถ่ายทอดจากบรรพชนไทย
การผสมผสานชิ้นส่วนพืชชนิดต่างๆ ที่ได้จากธรรมชาติ

โดยการดัดแปลงวิธีการเตรียม วิธีการใช้ การปรุง ให้มีความกลมกลืนทั้งรสชาติ สี กลิ่น
จนเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวและนำไปใช้แตกต่างกันไป ตามความแปรปรวนของฤดูกาล สภาพภูมิประเทศ
รวมทั้งพื้นฐานในการดำรงชีวิตที่ต่างกัน ซึ่งมีผลทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บที่แตกต่างกันด้วย

การใช้สมุนไพรในการรักษาโรคได้ใช้สืบทอดกันไป จากรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่งสืบทอดกันไปเรื่อย ๆ
จนกลายเป็นตำรับยาขนานต่างๆ กัน ตารางที่ 2.3 ได้แสดงภูมิปัญญาชาวบ้านบางส่วนที่ได้นำส่วนของสมุนไพรชนิดต่างๆ
ไปใช้ในการรักษาโรคตามที่ปรากฏจากแหล่งข้อมูลในตารางที่ 2.4
ดังนั้นการพัฒนาการใช้สมุนไพรในปัจจุบัน

จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องศึกษาแนวทางในการเพิ่มผลผลิตและการปลูกเป็นการค้า
การศึกษาผลทางเภสัชกรรม
สารออกฤทธิ์หรือตัวยาในการรักษาโรคของสมุนไพรชนิดต่างๆ ควบคู่ไปกับการศึกษาข้อมูลการใช้สมุนไพรไทยจากภูมิปัญญาท้องถิ่น
เพื่อเป็นแนวทางในการเผยแพร่ประโยชน์ของสมุนไพรในการรักษาโรคให้ได้ผลและมีประสิทธิภาพสูงขึ้นในอนาคต
อันจะเป็นการลดการนำเข้ายาที่ได้จากการสังเคราะห์ทางเคมีจากต่างประเทศ ซึ่งแต่ละปีมีมูลค่าสูงมาก

สมุนไพร คือ อะไร?

Published มกราคม 7, 2012 by seettteem201

สมุนไพร คือ พืช สัตว์ หรือแร่ธาตุ ที่ใช้เป็นอาหาร เครื่องดื่ม ยา หรือเครื่องสำอาง สำหรับป้องกัน รักษาโรค บำรุงสุขภาพ หรือ เสริมสวย
สมุนไพรที่ใช้เป็นอาหาร เรียกว่า อาหารสมุนไพร
สมุนไพรที่ใช้เป็นเครื่องดื่ม เรียกว่า เครื่องดื่มสมุนไพร
สมุนไพรที่ใช้เป็นยา เรียกว่า ยาสมุนไพร
สมุนไพรที่ใช้เป็นเครื่องสำอาง เรียกว่า เครื่องสำอางสมุนไพร

สมุนไพรแบ่งตามหลักวิชาออกเป็น 2 สาขา คือ สมุนไพรแผนโบราณ และสมุนไพรแผนปัจจุบัน
สมุนไพรแผนโบราณ คือ พืช สัตว์ หรือแร่ธาตุ ที่เภสัชกร หรือแพทย์แผนโบราณ และประชาชนนำมาใช้เป็นอาหาร เครื่องดื่ม ยา หรือเครื่องสำอาง สำหรับป้องกัน รักษาโรค บำรุงสุขภาพ หรือเสริมสวย ตามหลักวิชาของแพทย์และเภสัชกรรมไทยแผนโบราณแผนโบราณ หรือจากความรู้ และประสบการณ์ที่บรรพบุรุษในอดีตเคยใช้สืบต่อกันมา
สมุนไพรแผนปัจจุบัน คือ พืช สัตว์ หรือแร่ธาตุ ที่แพทย์และเภสัชกรแผนปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์ หรือนักโภชนาการนำมาศึกษาค้นคว้า ทดลอง วิจัย แล้วสกัดเอาสารบางชนิดจากพืช สัตว์ หรือแร่ะาตุ ออกมาใช้เป็นอาหาร เครื่องดื่ม ยา หรือเครื่องสำอาง สำหรับป้องกัน รักษาโรค บำรุงสุขภาพ หรือ เสริมสวย ตามหลักและกรรมวิธีทางวิทยาศาสตร์ โดยอาศัยข้อมูล ความรู้พื้นฐาน หรือประสบการณ์เดิมของแพทย์และเภสัชกรแผนโบราณ หรือประชาชนที่เคยรู้และเคยใช้กันมาตั้งแต่อดีตเป็นแนวทางในการศึกษาวิจัยว่า ในพืช สัตว์ หรือแร่ธาตุนั้นๆ มีสารเคมีอะไรจึงมีสรรพคุณตามที่คนโบราณกล่าวไว้ โดยนำมาทดลองทั้งด้านเภสัชวิทยาและทางคลีนิค คือ ทดลองใช้กับสัตว์และคนที่เจ็บป่วย

สมุนไพรแผนโบราณในประเทศไทยแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ สมุนไพรไทยแผนโบราณ และสมุนไพรจีนแผนโบราณ

สมุนไพรไทยแผนโบราณ คือ สมุนไพรที่มีอยู่ในประเทศไทยและบางชนิดก็ต้องนำเข้ามาจากต่างประเทศ ซึ่งแพทย์และเภสัชกรไทยแผนโบราณนำมาปรุงเป็นอาหาร เครื่องดื่ม ยา หรือเครื่องสำอาง สำหรับป้องกัน รักษาโรค บำรุงสุขภาพ รักษาโรค บำรุงสุขภาพ หรือเสริมสวย ตามทฤษฎี หรือหลักวิชาของแพทย์และเภสัชกรรมไทยแผนโบราณ
สมุนไพรจีนแผนโบราณ คือ สมุนไพรที่มีอยู่ในประเทศจีน ที่แพทย์และเภสัชกรจีนแผนโบราณนำมาปรุงเป็นอาหาร เครื่องดื่ม ยา หรือเครื่องสำอาง สำหรับป้องกัน รักษาโรค บำรุงสุขภาพ หรือเสริมสวย ตามทฤษฎีหรือหลักวิชาาของแพทย์และเภสัชกรรมจีนแผนโบราณ

เภสัชวัตถุ คือ วัตถุที่ใช้เป็นสมุนไพรไทยแผนโบราณ มี 3 ประเภท คือ
1. พืช แบ่งออกเป็น 5 ประเภท คือ
1.1 ประเภทต้น เช่น ต้นพิกุล ต้นขี้เหล็ก ต้นมะตูม
1.2 ประเภทเถา, เครือ เช่น เถาบอระเพ็ด, เถาคันแดง
1.3 ประเภทหัว , เหง้า เช่น หัวแห้วหมู, เหง้าข่า, เหง้าขิง
1.4 ประเภทผัก เช่น ผักบบุ้ง ผักหนอก ผักชี ผักกาดน้ำ
1.5 ประเภทหญ้า เช่น หญ้าแพรก หญ้าคา หญ้าใต้ใบ
2. สัตว์ แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ
2.1 ประเภทสัตว์บก เช่น ควายเผือก หมี งูเหลือม
2.2 ประเภทสัตว์น้ำ เช่น ปลาหมึก หอยสังข์ เต่า
2.3 ประเภทสัตว์อากาศ เช่น นกนางแอ่น ผึ้ง
3. แร่ธาตุ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
3.1 ประเภทแร่ธาตุที่สลายตัวยาก เช่น เหล็ก ทองคำ เงิน
3.2 ประเภทแร่ธาตุที่สลายตัวเร็ว หรือสลายตัวอยู่แล้ว เช่น สารส้ม พิมเสน เกลือ

หลักสรรพคุณสมุนไพรไทย เราจะทราบว่า สมุนไพรชนิดใด มีสรรพคุณอย่างไร เราจำเป็นต้องรู้ของสมุนไพรว่ามีรสอะไร ถ้าเรารู้รสของสมุนไพรแล้ว เราก็จะทราบสรรพคุณของมัน เพราะรสของสมุนไพรจะแสดงสรรพคุณเอาไว้ รสของสมุนไพรแบ่งออกเป็น 9 รส คือ
1. รสฝาด ชอบสมาน ใช้สมานแผล แก้บิด คุมธาตุ แก้ท้องเสีย
2. รสหวาน ซึบซาบไปตามเนื้อ ทำให้ร่างกายชุ่มชื้น บำรุงกำลัง แก้อ่อนเพลีย ทำให้ชุ่มคอ แก้ไอ
3. รสเมาเบื่อ แก้พิษ แก้พยาธิ แก้สัตว์กัดต่อย ขับพยาธิ แก้โรคผิวหนัง
4. รสขม แก้ทางโลหิตและดี แก้ไข้ เจ็บคอ ร้อนใน กระหายน้ำ เจริญอาหาร
5. รสเผ็ดร้อน แก้ลม บำรุงธาตุ ขับลมในกระเพาะอาหารและลำไส้ ช่วยย่อยอาหาร
6. รสมัน แก้เส้นเอ็น บำรุงเส้นเอ็น แก้ปวดเมื่อยร่างกาย แก้ไขพิการ แก้ปวดเข่าปวดข้อ
7. รสหอมเย็น ทำให้ชื่นใจ บำรุงหัวใจ ชูกำลัง แก้อ่อนเพลีย แก้ไข้ แก้ร้อนในกระหายน้ำ
8. รสเค็ม ซึบซาบไปตามผิวหนัง รักษาโรคผิวหนัง รักษาเนื้อไม่ให้เน่า แก้ประดง ลมพิษ
9. รสเปรี้ยว กัดเสมหะ แก้เสมหะพิการ แก้ไอ ช่วยให้ระบายขับถายเมือกมัน แก้เลือดออกตามไรฟัน ฟอกโลหิต ทำให้โลหิตไหลเวียนดีขึ้น

โด่ไม่รู้ล้ม

Published พฤศจิกายน 19, 2011 by seettteem201

โด่ไม่รู้ล้ม

alt

ชื่ออื่น ๆ : หนาดมีแคลน (สุราษฎร์ธานี), ตะชีโกวะ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน), หญ้าไฟนกคุ่ม หนาดผา (กะเหรี่ยง), หนาดผา, เคยโป้, หญ้าไก่นกคุ่ม, หญ้าปราบ, หญ้าสามสิบสองหาย (ภาคใต้), คิงไฟนกคุ่ม (ชัยภูมิ), ขี้ไฟนกคุ่ม (เลย)

อ่านบทความนี้ทั้งหมด →

เตย

Published พฤศจิกายน 19, 2011 by seettteem201

เตย

ชื่ออื่น ๆ : เตยหอม, หวานข้าวไหม้, ปาแม๊ะออริง, พังลั้ง

ชื่อสามัญ : -

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Pandanus odorus Ridl.

วงศ์ : PANDANACEAE

ลักษณะทั่วไป :

ต้น : เป็นพรรณไม้จำพวกหญ้า แตกแยกกอเป็นกอใหญ่เกิดจากหัวหรือเหง้าที่อยู่ใต้ดิน และมีลำต้นอยู่ใต้ดิน ส่วนที่โผล่ขึ้นมาอยู่เหนือดินนั้นเป็นเพียงก้านและใบ ซึ่งสูงประมาณ 2 ฟุตได้

ใบ : ลักษณะของใบนั้นคล้ายกับใบสับปะรด สีเขียวเป็นมันและมีกลิ่นหอมคล้ายดอกขจร ใบยาวประมาณ 8-10 นิ้ว ปลายใบเรียวแหลม ขอบใบเรียบ ภายในใบจะมีสารสีเขียวซึ่งนำมาผสมอาหารได้อย่างปลอดภัย

การขยายพันธุ์ : เป็นพรรณไม้ที่ชอบขึ้นในที่แฉะ ขยายพันธุ์ด้วยการแยกต้น

ส่วนที่ใช้ : ใบ ต้น ราก

สรรพคุณ :

ใบ มีรสเย็นสบาย เป็นยาช่วยบำรุงหัวใจให้ชุ่มชื่น ใช้ผสมอาหารหรือขนมให้น่ารับประทาน (สีเขียว) และมีกลิ่นหอม ต้น และราก ใช้เป็นยาแก้กษัยน้ำเบาพิการ หรือเป็นยาขับปัสสาวะ และถ้านำมาต้มกับเนื้อไม้สัก หรือใบไม้สักแล้วกินน้ำมัน จะช่วยแก้โรคเบาหวาน

อื่น ๆ : นอกจากใบเตยจะให้สีที่น่ารับประทานแล้ว ยังมีน้ำมันหอมระเหย ซึ่งมีกลิ่นหอมน่ารับประทาน เรียกว่า Fragrant Screw Pine ทำให้อาหารที่ใส่น้ำใบเตยมีรสหอมเย็นชื่นใจ

หมายเหตุ :

พจนานุกรม สมุนไพรไทย ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม

ตำลึง

Published พฤศจิกายน 19, 2011 by seettteem201

ตำลึง

ชื่ออื่น ๆ : ผักแคบ, สี่บาท

ชื่อสามัญ : Ivy Gourd

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Coccinia indica Wight & Arn

วงศ์ : CUCURBITACEAE

ลักษณะทั่วไป :

ต้น : เป็นพรรณไม้เถาเลื้อยที่มีมือจับ เพื่อเอาไว้เกาะยึดหลักหรือต้นไม้อื่น ๆ ลำเถาสีเขียว

ใบ : ออกใบเดี่ยว สลับกันไปตามลำเถา ลักษณะของใบจะเป็นรูปสามเหลี่ยม มีสีเขียว

ดอก : เป็นไม้ที่ไม่สมบูรณ์เพศ คือ ดอกเพศผู้และเมียจะอยู่คนละต้นกัน ซึ่งสังเกตได้จากใบ

ถ้าใบจักมากก็เป็นเพศผู้ แต่ดอกสีขาวทรงกระบอกหัวแฉกเหมือนกัน

ผล : มีรูปร่างคล้ายแตงกวา แต่มีขนาดเล็กกว่า ผลที่อ่อนมีสีเขียว และมีลายสีขาว พอสุกจะกลายเป็นสีแดงสด เนื้อก็สีแดงรับประทานได้

การขยายพันธุ์ : เป็นไม้กลางแจ้ง ที่ขึ้นอยู่ตามรกร้างทั่วไป ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด

ส่วนที่ใช้ : ใบ ราก และเถา

สรรพคุณ :

ใบ ถ้านำใบสดมาจะถอนพิษหมามุ้ย แก้เจ็บตา ตาฝ้า ตาแดง ตาแฉะ ใช้เป็นยาเย็นดับพิษร้อนก็ได้

ราก ของตำลึงนี้มีรสเย็น ทำเป็นยารักษาแก้ดวงตาที่ขึ้นเป็นฝ้า และดับพิษต่าง ๆ

เถา น้ำที่คั้นได้จากเถาเรานำมาเป็นยารักษาโรคตาเจ็บได้ หรือตาแดงก็ได้

ทั้งต้น (เถา ราก ใบ) นำมาเป็นยาใช้รักษาแก้โรคผิวหนัง โรคเบาหวาน แก้หลอดลมอักเสบ และลดระดับน้ำตาลในเลือด

ข้อมูลทางเภสัชวิทยา :

น้ำคั้นจากใบจะมีสารพวกแอลกอฮอล์ ซึ่งไม่มีฤทธิ์ในการลดน้ำตาลในเลือดในสัตว์ทดลอง ฉะนั้นจึงไม่มีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา ไม่ว่าจะเป็นฤทธิ์ต่อการไหลเวียนของเลือด หรือฤทธิ์ต่อการหายใจ

สารเคมีที่พบ : ภายในใบตำลึง เมื่อนำมาคั้นน้ำจะประกอบด้วยน้ำย่อยอะมีเลส (Amylase) ซึ่งมีคุณสมบัติในการย่อยแป้งได้

หมายเหตุ :

พจนานุกรม สมุนไพรไทย ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม

ชิงช้าชาลี

Published พฤศจิกายน 19, 2011 by seettteem201

ชิงช้าชาลี

ชื่ออื่น ๆ : บรเพ็ชร, ชิงช้าชาลี, ชิงชาลี (ไทยภาคกลาง), จุ่งจะริงตัวพ่อ (ภาคเหนือ), จุ่งจะลิงตัวแม่ (พายัพ), ตะซีคี

ชื่อสามัญ : -

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Tinospora tomentosa, Miess

วงศ์ : MENISPERMACEAE

ลักษณะทั่วไป :

ต้น : เป็นพรรณไม้เถา ชอบเลื้อยพาดพันตามต้นไม้ใหญ่ ตามร้านเถานั้นจะมีลักษณะกลมและเกลี้ยง

ใบ : ใบจะกลมโตและมีขนาดเดียวกับใบบอระเพ็ด และใบกระทุงหมาบ้า

ดอก : จะเป็นช่อเล็ก ๆ สีเหลือง สวยน่าดูมาก

ส่วนที่ใช้ : ต้น ใบ ดอก ใช้เป็นยา

สรรพคุณ :

ต้น จะมีรสขม ใช้รักษาพิษฝีดาษ เป็นยาบำรุงกำลัง บำรุงธาตุ บรรเทาอาการกระหายน้ำ ทำให้เจริญอาหาร รักษาไข้เหนือ รักษาฝีกาฬ อันบังเกิดเพื่อฝีดาษ

ใบ รักษาโรคมะเร็ง และใช้ฆ่าพยาธิ

ดอก ขับพยาธิในท้อง ในหู ในฟัน

อื่น ๆ : ใบสดใช้ตำพอกฝีทำให้เย็นรักษาอาการปวด ใช้ถอนพิษและบำรุงน้ำดี ใช้ดับพิษทั้งปวง

หมายเหตุ : บรเพ็ชร์, ชิงช้าชาลี (ไทย); จุ่งจะลิงตัวแม่ (พายัพ) ; ตะคี. In Siam. Plant Names,

1948, p. 473., The Asiatic species such as T.cordifolia Miers., T. tuberculata Beumee, and T. rumphii Boerl used likewise for fever, curry a glucosed, with little or no alkaloid ; to the glucoside is due whatever good they do. Burkill, II, 1935, p.2163

พจนานุกรม สมุนไพรไทย ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม

ชุมเห็ดเทศ

Published พฤศจิกายน 19, 2011 by seettteem201

ชุมเห็ดเทศ

ชุมเห็ดเทศ

ชื่ออื่น ๆ : หมากกะลิงเทศ, ลับมืนหลาว, ขี้คาก (ภาคเหนือ), ชุมเห็ดใหญ่, ชุมเห็ดเทศ (ไทยภาคกลาง), ส้มเห็ด (เชียงราย), ตะสีพอ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน), จุมเห็ด(มหาสารคาม), ตุ๊ยเฮียะเต่า, ฮุยวิจวบักทง (จีน)

ชื่อสามัญ : Ringworm Bush, Candelabra Bush,Seven Golden Candle-stick.

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cassia alata Linn.

วงศ์ : CAESALPINIACEAE

ลักษณะทั่วไป :

ต้น : เป็นพรรณไม้พุ่มขนาดกลาง ลำต้นมีความสูง 2-3 เมตร ก้านใบนั้นยาวในก้านหนึ่งนั้น

จะมีใบแตกออกเป็น 2 ทาง มีลักษณะคล้ายใบมะยม แต่จะโตและยาวกว่าประมาณ 10-12 ซม. และกว้างประมาณ 3-6 ซม.

ใบ : เป็นใบประกอบขนนก มีความยาวประมาณ 30-60 ซม. ใบย่อยจะเรียงกันเป็นคู่ ๆ 8-20 คู่ ลักษณะใบย่อยนั้นจะรูปขอบขนานแกมรูปรี โคนใบจะมน ตรงปลายใบของมันมนหรือเว้าเล็กน้อย ฐานใบนั้นจะมนและไม่เท่ากันทั้ง 2 ข้าง ขอบใบเรียบเป็นสีแดง ใบจะมีความกว้างประมาณ
5-7 ซม. และยาวประมาณ 5-15 ซม. ก้านใบย่อยสั้นมาก

ดอก : จะออกเป็นช่อใหญ่ ตามง่ามใบใกล้ปลายกิ่ง มีความยาวประมาณ 20-50 ซม. ดอกจะเป็นสีเหลือง ดอกตูมนั้นคล้ายดอกข่า และเมื่อดอกบานจะเป็นสีเหลืองเข้ม กลีบรองกลีบดอกจะมีอยู่ 5 กลีบ เป็นรูปขอบขนาน สีเขียวตรงปลายของมันจะแหลม ส่วนก้านดอกนั้นจะสั้นและมีลายเส้นเห็นได้ชัด

เกสร : เกสรตัวผู้จะมีอยู่ประมาณ 9-10 อัน แต่มีความยาวไม่เท่ากัน อับเรณูเมื่อแก่จะมีรูเปิดที่ยอด ส่วนเกสรตัวเมียนั้นมีอยู่ 1 อัน ผิวเกลี้ยง

เมล็ด (ผล) : ผลนั้นจะออกเป็นฝัก แต่ไม่มีขน ฝักเป็นรูปบรรทัด หนามีความกว้างประมาณ 1.5-2 ซม. และยาวประมาณ 10-15 ซม. จะมีปีกอยู่ 4 ปีก มีความกว้างประมาณ 5 มม. ตามความยาวของฝัก ฝักที่แก่จะเป็นสีดดำและแตกตามความยาว แนวปีกอันหนึ่ง ในฝักหนึ่งจะมีเมล็ดอยู่ประมาณ 50-60 เม็ด เมล็ดนั้นจะแบนลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยม มีความกว้างประมาณ 5-8 มม. และยาวประมาณ 7-10 มม. ผิวนอกนั้น จะขรุขระเป็นสีดำ

การขยายพันธุ์ : โดยการเพาะเมล็ด

ส่วนที่ใช้ : ทั้งต้น ต้น ใบ ดอก ฝัก เมล็ด และรากใช้เป็นยา

สรรพคุณ :

ทั้งต้น ใช้ขับพยาธิในลำไส้ ถ่ายพิษตานทรง รักษาซาง โรคผิวหนัง ถ่ายเสมหะรักษา ฟกบวม รักษาริดสีดวง ดีซ่าน และฝี

ต้น ใช้เป็นยารักษาคุดทะราด และกลางเกลื้อน รักษากษัยเส้น ขับพยาธิ และขับปัสสาวะ รักษาท้องผูก และทำให้หัวใจเป็นปรกติ

ใบ จะมีกลิ่นฉุน ต้มน้ำกินเป็นยาระบาย อมบ้วนปากและใช้เป็นยาฆ่าพยาธิตามผิว หนัง รักษากลากเกลื้อน ผิวหนังอักเสบเป็นผื่นคัน เส้นประสาทอักเสบ รักษากษัยเส้น
ขับปัสสาวะ และรักษากระเพาะอาหารอักเสบ

ดอก ใช้ 1 ช่อ ต้มน้ำกินเป็นยาระบาย ทำให้ผิวหนังดีมีสี มีใย ฝัก ใช้ผสมกับยารักษากลาก และเป็นยาขับพยาธิ

เมล็ด ใช้รักษาอาการท้องผูก รักษาโรคผิวหนัง ขับพยาธิ

ราก ใช้ผสมยาบำรุงธาตุ ปัสสาวะเหลือง โรคตาเหลือง ใช้ต้มกินเป็นยารักษาตกมูกเลือด ทำให้เจริญอาหาร และมีคุณสมบัติเป็นยารักษาหิดและสิว โรคผิวหนัง กลากเกลื้อน ฆ่าพยาธิตามผิวหนัง เป็นยาระบายท้อง รักษาท้องผูก ถ่ายเสมหะ รักษากษัยเส้นและขับปัสสาวะ ทำให้หัวใจเป็นปกติ

อื่น ๆ : พรรณไม้นี้เป็นพรรณไม้ที่ไม่ต้องการการเอาใจใส่เลย ปลูกแล้วปล่อยทิ้งไว้ให้โตขึ้นเอง

ถิ่นที่อยู่ : เป็นพรรณไม้ที่พบขึ้นทั่วไปในประเทศไทย ทั้งบนและที่ราบหรือบนเขาสูงถึง 1,500 ม. ชอบขึ้นตามที่ชุ่มชื่น ไม่ชอบที่ร่ม ขึ้นได้ในดินทุกชนิด

ข้อมูลทางคลีนิคและ

เภสัชวิทยา :

1. สารสกัดจากใบและฝักจะมี anthraqninone glycosides ซึ่งมีฤทธิ์ทำให้ถ่ายและมี

ฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรค

2. สารสกัดจากใบ มีฤทธิ์ในการยับยั้งการเจริญของเนื้องอก (sarcoma) ในหนูเล็ก โดยการฉีดเข้าที่ขา
ก็จะมีอาการระคายเคืองที่บริเวณที่ฉีด

3. สารสกัดจากใบมีฤทธิ์ใช้กระตุ้นกล้ามเนื้อเรียบในลำไส้ หลอดลม หลอดเลือด กระเพาะอาหาร กระเพาะปัสสาวะ และมดลูก ทำให้มีการบีบตัวแรงขึ้น แต่ทำให้หลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจขยายตัว

4. สารสกัด Glycoside จากใบมีฤทธิ์ใช้กระตุ้นกล้ามเนื้อหัวใจ ทำให้การหดตัวแรงขึ้น แต่ไม่เปลี่ยนอัตราการเต้น ถ้าหัวใจเต้นช้ามาก ๆ จะเกิดอาการหัวใจหยุดเต้นในท่าบีบตัว (Systolic Arrest)

5. มีฤทธิ์ระคายเคืองต่อกระเพาะอาหารเล็กน้อย

6. ไม่มีฤทธิ์ต่อกล้ามเนื้อลาย

7. กดการทำงานของประสาทส่วนกลาง

8. ใช้กระตุ้นการหลั่งปัสสาวะ

9. สามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ที่สามารถทำให้เกิดโรคในพืชคือ Agrobacterium tumefacines

10. น้ำมันที่สกัดจากใบ มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย

11. สารสกัดของใบ ด้วยแอลกอฮอล์ประมาณ 95% สามารถฆ่าเชื้อ Bacillus subtilis, Serratia marcescens, Staphylococcus aureus

12. สารสกัดจากน้ำของใบชุมเห็ดเทศ จะมีความเข้มข้นประมาณ 5% และสามารถฆ่าเชื้อ Trichophyton mentagrophytes ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคกลาก

ตำรับยา :

ใช้ใบตำพอก เพื่อเร่งให้หัวฝีออกเร็วขึ้น หรือจะใช้ใบผสมกับน้ำปูนใสหรือเกลือหรือน้ำมันตำพอก รักษากลาก แมลงสัตว์กัดต่อย โรคผิวหนัง นอกจากนี้ยังใช้ใบตำพอกหรือคั้นเอาน้ำผสมน้ำปูนใสทาหรือผสมวาสลิน ใช้ทำเป็นยาขี้ผึ้งทา

หมายเหตุ : -

พจนานุกรม สมุนไพรไทย ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.